“พันธุ์หมาบ้า” ร้านเสื้อแนวๆ สไตล์ หนุ่ม-อรรถพร

"พันธุ์หมาบ้า" ร้านเสื้อแนวๆ - IGOTDIZ [street stylin' story]

เราได้ยินชื่อเสียงเรียงนาม เสื้อพันธุ์หมาบ้า นี้มาสักระยะและแต่ไม่เคยลอง หลังจากที่เพิ่งซื้อเสื้อคอวียี่ห้อพันธุ์หมาบ้ามาใส่จากคำแนะนำของเพื่อนๆที่ใส่อยู่แล้ว ยอมรับว่าใส่สบายและงานเค้าดีตามคำบอกเล่าจริงๆครับ เลยลองไปหาเรื่องราวความเป็นมา มาให้อ่านกันครับ

จากหนังสือขวัญใจเด็กแนว (ยุคแรก) พันธุ์หมาบ้า ของชาติ กอบจิตติ ที่เป็นหนังสือในดวงใจของพระเอกมาดเซอร์ หนุ่ม-อรรถพร ธีมากร ที่ตกลงเลือกมาใช้เป็นชื่อร้านและชื่อแบรนด์ธุรกิจเสื้อผ้าที่ร่วมกับหุ้น ส่วนนอกวงการอีก 4 คน พันธุ์หมาบ้า ที่มีทั้งกางเกงขายาว ขาสั้น เสื้อคอโปโล คอวี คอกลม ให้เลือกใส่ได้ตามใจชอบ

“จริง ๆ ผมไม่ใช่คนเริ่มหรอก มีรุ่นพี่ของผมเขาทำมาก่อนแล้วก็ชวนผมทำ ซึ่งผมก็ดูในเรื่องลุคส์ของเสื้อผ้า เรื่องของแฟชั่น เรื่องการตลาดประมาณนี้ เหมือนเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ของสินค้าตัวนี้ มีหน้าที่คือดูแลเกี่ยวกับ แบรนด์พันธุ์หมาบ้า”

"พันธุ์หมาบ้า" ร้านเสื้อแนวๆ - IGOTDIZ [street stylin' story]

ทำไมถึงต้องเป็น พันธุ์หมาบ้า “ลิขสิทธิ์ นี้เป็นของพี่ชาติ นักเขียนรางวัลซีไรต์ ซึ่งชื่อร้านและชื่อแบรนด์คือ พันธุ์หมาบ้า ถือเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดร้านพันธุ์หมาบ้าขึ้นมา เพราะทุกคนที่ทำมีความคิดเห็นตรงกันว่าอยากจะทำอะไรแบบนี้ก็เลยใช้ชื่อว่า พันธุ์หมาบ้า

"พันธุ์หมาบ้า" ร้านเสื้อแนวๆ - IGOTDIZ [street stylin' story]

“ในเรื่องของการออกแบบ บางทีผมก็จะช่วยวางตำแหน่งของตัวหมาบ้าง เช่น อยากให้หมาอยู่ตรงไหนที่เสื้อก็จะคุยกัน จะให้มีหางหมา เล็ก ๆ โผล่มาตรงกระเป๋า หรือวันหนึ่งอาจจะแตกไปเป็นสินค้าตัวอื่นก็ได้ โดยยังเป็นพันธุ์หมาบ้าเหมือนเดิม ตอนนี้ยังมีแบบเสื้อ เสื้อเชิ้ตที่กำลังทำอยู่ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการดูอยู่ว่ามันโอ.เค.ไหม เราต้องเช็กทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนว่าสมบูรณ์แล้วจริง ๆ นอกจากนี้ก็จะมีกางเกงขายาวเพิ่มขึ้นมาอีก ส่วนจะคิดไปถึงโปรดักต์อื่น ๆ ก็ต้องรอให้เสื้อผ้ามันแข็งแรงก่อน จากนั้นพวกหมวก กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด หรืออะไรก็จะตามมา เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นไลน์ที่ผมเล็งไว้แล้วว่าต้องมีแน่ ๆ ในอนาคต”

นอกจากสินค้าที่ออกแบบเอง อนาคตก็จะมีศิลปิน นักแสดงชื่อดังมาร่วมออกแบบในสินค้ารุ่นพิเศษด้วย “ก็ รอเวลาที่เหมาะสมว่ามันควรจะออกมาเมื่อไหร่เท่านั้นเอง กลุ่มลูกค้าของร้านส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์แบบง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เสื้อยืด กางเกงยีนส์ แต่ต้องเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเนื้อผ้าและคุณภาพของสินค้า คือ ถ้าลอง ใส่เสื้อของพันธุ์หมาบ้าแล้วจะรู้ว่าผ้ามันเจ๋งจริง ๆ ใส่สบายมากเลย ทั้งคอโปโล คอกลม คอวี กางเกงก็มี แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นวัยรุ่น คนตีกอล์ฟก็ใส่ได้สบาย ผู้ชายบางคนก็ใส่เสื้อโปโลกับกางเกงขาสั้นแบบคลุมเข่านิด ๆ ของผู้หญิงก็มีครับ เสื้อจะเป็น แบบเหมือนกันแต่มันจะเข้าเอวมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง แล้วก็จะมีกางเกงแบบที่เป็นผู้หญิงมากขึ้นคือสั้นขึ้นมาหน่อย”

"พันธุ์หมาบ้า" ร้านเสื้อแนวๆ - IGOTDIZ [street stylin' story]"พันธุ์หมาบ้า" ร้านเสื้อแนวๆ - IGOTDIZ [street stylin' story]
เรียกว่ากลุ่มลูกค้า กว้างมาก ๆ มีทุกเพศ ทุกวัย “เรา พยายาม ทำแบบให้มันไม่จัด คือ ไม่ใช่รสจัดจนต้องเลือกข้าง ทุกอย่างมันจะเรียบ ๆ แต่ใส่สบายครับ ราคาไม่แพงมาก อย่างเสื้อยืดคอกลม คอวี ก็จะอยู่ที่ตัวละ 290 บาท ถ้าเป็นกางเกงขายาวแพงสุดจะอยู่ประมาณ 1,200-1,500 บาท ส่วนกางเกงยีนส์กำลังจะทำเพราะตลาดกางเกงยีนส์มันเป็นอีกแบบหนึ่ง ต้องศึกษาก่อนแต่ไม่นานคงได้เห็น”

“สำหรับผมไม่กดดันเลย ไม่ได้กังวลด้วย เรื่องการเป็นนักแสดงกับการทำธุรกิจเนี่ย “หนุ่ม-อรรถพร ตอบคำถามยอดฮิต “ผม ว่ามันไม่เกี่ยวกัน ทุกอย่างมันไม่เกี่ยว อาชีพนักแสดงมันก็เป็นงานของผมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าร้านเสื้อผ้ามันเป็นงานใหม่ที่ผมทำ เป็นงานอีกแบบหนึ่งที่ผมตัดสินใจที่จะทำ ความรู้สึกกดดันมันไม่มีผลอะไรกับผม ผมมองว่างานทุกส่วนมีความสำคัญเท่ากันหมด ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อเราอยู่ที่ตรงไหนเราก็ทำตรงนั้นให้มันเต็มที่”

“เรื่องแบ่งเวลาก็ไม่ได้ยุ่ง ยากอะไร เดี๋ยวนี้เราใช้โทร.คุยกันก็ได้ ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ละครก็ไม่ได้ถ่ายทุกวัน บางทีอาทิตย์หนึ่งก็ 2-3 วัน แต่บางอาทิตย์วันเดียว ก็มีเวลาไปทำงานอย่างอื่น”

ง่ายไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่เวลามีปัญหาก็จัดการได้ง่าย ๆ “ปัญหาจริง ๆ ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น มีอะไร ก็ค่อยๆ คุยกันไป ถ้าสมมติว่ามีปัญหาเรื่องราคาการผลิต ราคาขายส่ง ราคาขายปลีก ก็คุย ๆ กันไป มีปัญหาเรื่องการดีไซน์เราก็คุยกัน ผมคิดว่าถ้าเราได้คุยกันปัญหามันก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป การทำงานของผมมันง่าย ๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ทำแต่ละอย่างที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ส่วนผลลัพธ์มันจะเป็นยังไงก็ค่อยว่ากันอีกที ผมว่าในที่สุดแล้วถ้าเราตั้งใจมันก็มักจะมีอะไรดี ๆ กลับมาเสมอ”

“ผมมองว่าการทำ ธุรกิจต้องเริ่มจากอะไรที่มันเล็ก ๆ จะดีที่สุด ค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ อย่าเพิ่งไปหมดแรงกับมัน อาจจะใช้เวลาหน่อย แต่ผมว่าวันหนึ่งมันจะมีอะไรดี ๆ กลับมาครับ”

ง่ายๆ สบายๆ เหมือนกับธุรกิจเสื้อยืดกางเกงยีนส์ที่สวมใส่สบายในชื่อ พันธุ์หมาบ้า นี่แหละ

อ่านความเป็นมาของเสื้อแบรนด์นี้แล้วสนใจลองเข้าไปที่ Facebook Fanpage ของเค้ากันดูครับ
www.facebook.com/pages/พันธุ์หมาบ้า-วังหลัง

 

Reference: http://www.mrthaijob.com

Advertisements

History of Ray Ban

Ray Ban Story - IGOTDIZ [street stylin' story]
Douglas-MacArthur-Ray-Ban-Aviators - IGOTDIZ [street stylin' story]นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2480 เรย์แบนได้ถือกำเนิด และผลิตแว่นกันแดดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก ในครั้งนั้นเรย์แบนนำเสนอรูปแบบที่เป็นหนึ่งเดียว มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระ กล้าหาญ และเสรี นับแต่นั้นเรย์แบนได้สร้างความเชื่อถือในใจของผู้สวมใส่ และเป็นผู้นำในการผลิตแว่นกันแดดของโลกตลอดมา โดยจะเห็นได้ว่าความสำเร็จของเครื่องหมายทางการค้า เป็นที่รู้จักแพร่หลายทั้งในด้านสไตล์และคุณภาพ

การผลิตในช่วงแรกนั้น  ได้ผลิตและวิจัยโดยบริษัทบัสแอนรอม และ เพื่อให้กับทางกองทัพอากาศสหรัสอเมริกาในช่วงนั้นจึงได้ผลิต เป็นเลนส์ N-15 ในช่วง 30 ปี ที่ผ่านและได้เปลี่ยน เป็น เลนส์ G-15 จากสีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสายตามนุษย์ และลดการผิดเพียนของสีได้น้อยที่สุด จึงได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา รุ่นที่โด้งดังเช่น ทรง AVIATOR (ทรงนักบิน) และในช่วงแรกนี้เองก็ได้ผลิตที่ USA เท่านั้น

หลังจาก ปี 1999 ทางเรย์แบนก็ได้เปลี่ยน ฐานผลิตมาเป็นที่ อิตาลี และได้ทำการผลิตแว่นและเลนส์เองโดยไม่ได้ ให้ทาง บริษัท บัสแอนรอม ผลิตต่อ ดังนั้นในช่วงที่ บริษัท บัสแอนรอม ผลิตนั้น ใด้ใช้ชื่อย่อเป็น BL และก็เปลี่ยน เป็น RB หลังปี 1999 เป็นมา ต่อมาก็ได้มีการผลิตเพิ่มเติมที่ประเทศจีนในส่วนของแว่นสายตาเป็นส่วนมา และแว่นกันแดดเป็นบางส่วน

History of Ray Ban - IGOTDIZ [street stylin' story]

หลังจากได้อ่านประวัติคร่าวๆของ brand แว่นสุดฮิตตลอดกาลแล้ว เรามาดู  5 กรอบแว่นสุดฮิตตลอดกาลสำหรับหนุ่ม ๆ กันครับ

ประวัติ ยีนส์ Wrangler

ประวัติยีนส์ Wrangler - IGOTDIZ [street stylin' story]

Wrangler เป็นยีนส์ของบริษัทที่ชื่อว่า Bluebell ในเมือง Greensboro ในรัฐ North Carolina เมือง Greensboro เป็นเมืองธุรกิจ ใหญ่เป็นอันดับสองของรัฐ (รองจากเมือง Charlotte) เมืองนี้เป็นเมืองแฝดสาม (เรียกว่า Triad Area) คู่กับเมือง Highpoint และเมือง Winston-Salem (ที่เป็นที่ตั้งบริษัท RJ Reynold ที่ทำบุหรี่นั่นแหละ) ถ้านับสามเมืองรวมกันแล้วก็ต้องนับว่าเป็นเมืองใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มทีเดียว

เดิมทีเดียวบริษัทนี้ไม่ได้ชื่อว่า Bluebell หรอก มันก่อตั้งในช่วงปี 1900 (บวกลบไม่เกิน 5 ปี) โดย C.C. Hudson ตะแกย้ายมาจาก Tennessee มาตั้งรกรากที่ Greensboro และตั้งบริษัทชื่อ Hudson Overall Company

Overall เนี่ยคือชุดเอี๊ยมที่ฝรั่งชอบใส่กันน่ะ เป็นกางเกงเอี๊ยมที่เดี๋ยวนี้ก็ยังใส่กันอยู่ (เมื่อคืนดูละคร หงษ์ฟ้ากะสมหวัง นางเอกก็ยังใส่เลย เท่ชมัด) สมัยก่อนคนนิยมใส่ Overall ทำฟาร์มกันนะ เดี๋ยวนี้ก็ยังนิยมใส่กันอยู่

บริษัทเปลี่ยนชื่อจาก Hudson Overall Co, เป็น Bluebell Overall Co. ในปี 1919 พร้อมกับการสร้างโรงงานใหม่ใหญ่โต แล้วในปี 1926 บริษัทชื่อ Big Ben ก็เข้าซื้อกิจการของ Bluebell Overall แล้วควบกิจการกันและเปลี่ยนชื่อเป็น Bluebell เฉยๆ Hudson ก็เริ่มวางมือจากบริษัทหลังจากนั้น เพราะสุขภาพเริ่มไม่ค่อยจะดี (น่าจะเป็นข้อแก้ตัวมาตรฐานนะ) ถึงตอนนี้ ยีน Wrangler ยังไม่เกิดเลย


ยีน Wrangler มาเกิดก็อีตอนที่ Bluebell เข้าไปซื้อกิจการของ Casey Jones Workclothes Co. ในปี 1943 Casey Jones เป็นเจ้าของยี่ห้อ Wrangler แต่จดชื่อเอาไว้เฉยๆ แทบจะไม่ได้เคยทำอะไรกับชื่อนี้เลย Bluebell ก็เลยเอามาใช้ เพราะชื่อมันเข้าเค้ากับ Rodeo ซึ่งเป็น Target group ของบริษัทมาก

ชื่อของกางเกงยีนส์ Wrangler มาดังเอาระเบิดเถิดเทิงในช่วงปลายทศวรรษ 1940 (ประมาณ 1946-1949 เนี่ยแหละ) เมื่อกางเกงรุ่น 13MWZ ที่ออกแบบโดย Rodeo Ben วางตลาด กางเกงรุ่นนี้เป็นยีนรุ่นแรกที่ใช้ซิป ไม่ใช้กระดุม นัยว่าออกแบบสำหรับพวก Rodeo โดยเฉพาะ คือ เวลาขี่ม้าพยศเนี่ย พวก Rodeo จะต้องจับเขาบนอานม้า (เรียกว่า steer horn) ซึ่งอยู่ตำแหน่งใกล้เป้ามาก บางทีไอ้เจ้า steer horm มันก็ไปเกี่ยวกับช่องระหว่างกระดุมตรงเป้า ทำให้เสียการทรงตัวไป กางเกงรุ่นนี้ใช้ซิปเลยไม่มีปัญหานี้ และเป็นที่นิยมของพวก Rodeo ดังๆเป็นอย่างมาก ยีนส์ Wrangler ยังได้รับการ endorsed โดย Professional Rodeo Cowboys Association ด้วย

สมัยผมเรียนหนังสืออยู่ที่อเมริกา เคยไปซื้อเสื้อผ้าที่ Factory Outlet ของ Bluebell บ่อยๆ ของดีมีตำหนินิดหน่อย (แทบมองไม่เห็น) แต่ราคาถูกเหลือแสน

แต่ทุกวันนี้ไม่มีบริษัท Bluebell แล้วครับ เพราะถูกซื้อกิจการโดยบริษัท VF Corporation ไปแล้ว แต่ Wranger jeans ยังคงอยู่ และโรงงานก็ยังคงอยู่ที่เมือง Greensboro เหมือนเดิมครับ

ประวัติยีนส์ Wrangler - IGOTDIZ [street stylin' story]

ประวัติยีนส์ Wrangler - IGOTDIZ [street stylin' story]
ประวัติยีนส์ Wrangler - IGOTDIZ [street stylin' story]

New Balance Excellent Makers – NB Factory, Maine, United States

รองเท้า New Balance เป็นที่รู้จักกันมาเป็นเวลายาวนาน และยังเป็นรองเท้าโดยคนอเมริกันขนานแท้ ถือว่าเป็นรองเท้าสัญชาติอเมริกันเลยก็ว่าได้ แม้แต่ จอร์จ บุช อดีตประธานาธิบดี หรือ สตีฟ จ๊อบ ผู้นำทางด้านเทคโนโลยี ยังสวมใส่รองเท้ายี่ห้อนี้ และนี่คือวีดีโอที่จะทำให้คุณได้รู้ลึกเข้าไปถึงการทำงานของพนักงานภายในโรง งานของ New Balance ที่อเมริกา

How to Wash Raw Denim ใครบอกว่ายีนส์ซักไม่ได้

“อย่าซัก” คงเป็นคำแนะนำที่เราๆจะได้ยินจากนักเล่นยีนส์กันบ่อยๆ แต่ในอีกด้านก็มีพวกลองของแหกกฎนำ Denim ตัวโปรดไปซัก ใช่อ่านไม่ผิดแน่ ‘ซัก’ เนื่องจากที่เราขยันใส่กางเกงยีนส์สุด Love กันทุกวันเพื่อให้ได้ทรงหรือลายตามที่เราต้องการ ในขณะเดียวกัน Denim ถ้าเราไม่นำมาทำความสะอาดมันมันก็จะสะสมความสกปรกมากขึ้นเลื่อยๆ และนี้คือวิธีทำความสะอาดกางเกงยีนส์ (Denim) และยังถหนอมเนื้อผ้าในเวลาเดียวกัน

In a word: Don’t. That’s the advice proffered by your average denim snob. But while members of the Cult of Selvage may turn their noses up at those who would dare to disrespect the fabric’s provenance by washing it, what they ought to turn their noses up at is the scent of a pair of jeans that’s been worn every day for a year and never cleaned. Here’s our take on how to wash your jeans while doing as little damage to them—and to your style cred—as possible.

How to Wash Raw Denim ใครบอกว่ายีนส์ซักไม่ได้ - IGOTDIZ [street stylin' story]

ขั้นตอนที่ 1: นำอ่างน้ำหรือกะละมังที่มีขนาดที่พอดีกับการเกงยีนส์มาลองน้ำอุ่นและลงผงซักฟอกแบบอ่อนพิเศษสัก 2-3 ช้อน นำกางเกงยีนส์ตัวโปรดลงไปแช่ make sure ว่าการเกงยีนส์ของคุณได้ถูกแช่ทั้งตัว

Step 1: Fill a sink, tub, bucket or other jean-sized vessel with lukewarm water and a small amount of ultra-mild detergent. Woolite Dark is a good bet, but it’s very concentrated, so start with just a couple of teaspoons. Take a deep breath, ignore the anticipated slights from the hip police running through your mind, and put your smelly-ass jeans in the tub. Make sure they’re fully submerged (this may require you to weigh them down).

How to Wash Raw Denim ใครบอกว่ายีนส์ซักไม่ได้ - IGOTDIZ [street stylin' story]

ขั้นตอนที่ 2: แช่ไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมงเพื่อให้น้ำยาทำงานคลายสิ่งสกปรกออกจากเนื้อผ้ายีนส์

Step 2: Soak them for about an hour, giving them a stir half way through to loosen any dirt that’s worked its way into the denim..

How to Wash Raw Denim ใครบอกว่ายีนส์ซักไม่ได้ - IGOTDIZ [street stylin' story]

ขั้นตอนที่ 3: หลังจากแช่ครบเวลา ล้างด้วยน้ำเย็นเพื่อเอากากผงซักฟอกออกและใช้ผ้าขนหขนซับให้แห้งด้วยการม้วนการเกงยีนส์ในผ้าขนหนูแห้งๆ (Tip: เลือกผ้าขนหนูที่ไม่ใช้แล้ว เพราะเวลาที่ซับกางเกงยีนส์สียีนส์จะออกมาด้วย)

Step 3: Remove the jeans, drain the tub (of course), and rinse them thoroughly with cold water to remove detergent residue. Roll them up in a dry towel that you don’t mind staining blue to remove some moisture.

How to Wash Raw Denim ใครบอกว่ายีนส์ซักไม่ได้ - IGOTDIZ [street stylin' story]

ขั้นตอนที่ 4: ตากกางเกงตัวโปรดจนแห้ง (Note: ตากที่มีลมโกรกเพื่อไล่กลิ่นอับในเนื้อผ้า และลมจะช่วยลดความร้อนจากแดดที่เผ่าเนื้อผ้าจนเกินไป แดดที่ร้อนเกินจะทำลายลายสวยที่คุณสร้างมันกับมือ)

ท้ายสุดขอให้ยีนส์ตัวโปรดของคุณๆทั้งหลายสะอาดและสวยดังเดิมนะครับ เพื่อนๆที่หลงไหลใน Denim ใครมีคิดว่ายีนส์ของข้าเจ๋ง เฟี้ยว ส่งรูปมาshareกันได้นะครับ igotdiz@hotmail.com ทางเราจะนำลงในหน้า ‘STREET STYLIN’ ให้ครับ

Step 4: Hang them out to dry. (Note: Make sure you hang them in a place that has good air movement, as you don’t want your jeans to mildew. Also, take care to hang them somewhere that won’t be ruined by a steady flow of indigo-infused water.) Do not tumble dry, as all that heat will undo your good work. Once your jeans are dry, pull them on and proceed to beat the hell out of ‘em till they need a bath again.

Havaianas รองเท้าแตะไฮโซ

Havaianas รองเท้าแตะไฮโซ - IGOTDIZ [street stylin' story]

Profile
คงทำให้หลายคนตกใจกับรองเท้าแตะที่ มีราคาเริ่มต้นก็เกินครึ่งพันไปแล้ว แต่ปัจจุบันกลายเป็นกระแสคลั่งของนักเดินทางรุ่นใหม่ทั่วโลก และหากจะบอกว่านี่คือแบรนด์บราซิลที่โด่งดังที่สุดก็ไม่ผิดนักสำหรับ “Havaianas” ( อ่านว่า ฮาวาเอียนนาส)
แต่ก่อนหน้านั้นใครจะไปคาดคิดว่ารองเท้าแตะสำหรับคนจนในบราซิลแบรนด์นี้จะ ไต่ระดับขึ้นมาครองใจทั้งชนชั้นกลางและชนชั้นสูงได้ และกลายเป็นกรณีศึกษาของการทำให้สินค้า Commodity กลายเป็นแฟชั่นได้
ว่ากันว่าแบรนด์จะดังไม่ดังสังเกตจากของก๊อบ Havaianas ก็เช่นเดียวกันที่เริ่มมีของละเมิดลิขสิทธิ์วางขายกันมากขึ้น ความนิยมของแบรนด์นี้ทำให้ถูกเรียกขานว่าเป็น Stylish Sandal ระดับโลกเลยทีเดียว

Havaianas รองเท้าแตะไฮโซ - IGOTDIZ [street stylin' story]

หากมองเผินๆ รุ่นเบสิกของแบรนด์นี้อาจดูไม่ต่างจากรองเท้าแตะทั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน แต่ที่ดังข้ามโลกขึ้นมาได้เพราะเลื่องชื่อใสเรื่อง “ความทนทาน” เพราะผลิตจากยาง 100% และทุกคู่ Made in Brazil และด้วยวัตถุดิบดังกล่าวทำให้สวมใส่สบายเท้าด้วย และยังฮิตในเมืองท่องเที่ยวชายทะเลด้วย
สีสันที่จี๊ดจ๊าด จัดจ้าน โดนใจวัยมันส์ทั้งหลาย เป็นปัจจัยเร่งเร้าที่ทำให้ Havaianas แจ้งเกิดได้ จนปัจจุบันมีจำหน่ายใน 100 ประเทศทั่วโลก
สนนราคาเริ่มต้นที่คู่ละ 650 บาท ไปจนถึงคู่สุดแพงราคา 5,400 บาท แพงขนาดรองเท้าหนังดีๆ ยังอายเพราะเป็นรุ่นที่ประดับคริสตัล มี Product Line ครบทุกช่วงวัย คือ สำหรับเด็กทารก เด็ก ผู้หญิงและผู้ชาย
ในฐานะเป็นแบรนด์ของประเทศที่ครองตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุด คือ 4 สมัย ทำให้ Havaianas ไม่พลาดที่จะเกาะกระแสด้วยการออกรองเท้าแตะคอลเลกชั่นพิเศษเป็นลวดลายสีสัน ของทีมชาติต่างๆ ในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้นี้ด้วย
ปัจจุบันในไทยมีจำหน่ายแบบ Selected Shop ที่ Cloud 9 ศูนย์การค้าเกษร, Q-concept สยามพารากอน, Mother Goose ตึกไบโอเอ้าส์, Her Nails ทองหล่อ 15, La Feerie, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, Zen และ Chiva Som Boutique หัวหิน

Havaianas รองเท้าแตะไฮโซ - IGOTDIZ [street stylin' story]

Timeline
2505 บริษัท São Paulo Alpargatas เริ่มผลิตรองเท้าแตะโดยยึดสไตล์จากญี่ปุ่นที่เรียกว่า Zori ในช่วงแรก ขายราคาถูกมาก ในร้านโชห่วยเล็กๆ ของชุมชน จนได้รับการขนานนามว่ารองเท้าแตะของคนจน และมียอดขายจำนวนหลายพันคู่ต่อวัน
2513 ออกแคมเปญใหญ่ครั้งแรกเพื่อสกัดคู่แข่งที่ลอกเลียนแบบ
2523 ในยุคนี้มียอดขาย 80-85 ล้านคู่ต่อปี
2537 ประสบความสำเร็จในการครองใจชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในบราซิล โดยมีการวิเคราะห์ว่าเป็นเพราะนักท่องเที่ยวเริ่มซื้อมาใส่กันมากขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนดีไซน์ให้ทันสมัยมากขึ้น
2541 ออกคอลเลกชั่นพิเศษ “บราซิล” สีเขียวเหลืองและมีธงชาติขนาดเล็กติดอยู่ เพื่อรับฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส และก็กลายเป็น Trade Mark ของ Havaianas นับแต่นั้นมา
2543 เริ่มฮิตในหมู่ดาราและเซเลบริตี้ เช่น ปารีส ฮิลตัน นาโอมิ แคมป์เบล เป็นต้น และเริ่มส่งออกไปยังต่างประเทศ
2546 สนับสนุนออสการ์ ด้วยการออกแบบรุ่นพิเศษและมอบให้กับผู้เข้าชิงรางวัล
2551 นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดย บริษัท แบร์ ฟีท จำกัด
2552 มียอดขายกว่า 160 ล้านคู่ต่อปี และมีรองเท้ามากกว่า 450 แบบ

Source: Havaianas

ประวัติ ”Sanuk (สนุก)” รองเท้าแบรนด์ฝรั่งแต่ชื่อไทย

shoe-sanuk
ถ้าโลกนี้ขาดซึ่งรอยยิ้มและความสนุก ชีวิตคงน่าเบื่อน่าดูว่าไหม?
ยิ่ง พวกเราที่อาศัยอยู่ในประเทศ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “LAND OF SMILE” รอยยิ้มและความสนุกสนาน จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย และ สิ่งนี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจข้ามน้ำข้ามทะเลให้คนที่อยู่อีกมุมโลกหนึ่ง เกิดไอเดียในการสรา้งสรรค์แบรนด์ รองเท้าภายใต้สัญลักษณ์แห่งรอยยิ้มที่ชื่อว่า “SANUK” รองเท้าที่สนุกที่สุดคู่หนึ่งที่โลกเคยมีมา ความสนุกของ “SANUK” เกิดมาจากวัฒนธรรมการเล่นเซิรฟ์ ไลฟ์สไตล์มันๆของคนที่ชอบสายลมแสงแดดและคลื่นลูกโต ด้วยความเรียบง่ายสบายๆ ของการแต่งตัว แต่มีหลากหลายแนว ทำให้กลายมาเป็นกระแสแฟชั่นหลักของผู้คนทั่วไป อย่างง่ายดาย และสิ่งหนึ่งที่บรรดานักโต้คลื่นขาดไม่ได้คือ รองเท้าแตะหรือรองเท้าลำลองสวยๆนั่งเอง แล้วความสนุกของรองเท้า สไตล์นี้ก็ทำให้ JEFF KELLEY ชายผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนใคร เกิดๆอเดียในการทำรองเท้าแตะ และรองเท้าลำลอง ที่แตกต่างจากรองเท้าสไตล์เซริฟ์ทั่วไป เขาเริ่มต้นกิจการรองเท้าเล็กๆในปี 1997 ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ภายใต้ ชื่อว่าSANUK อ่านออกเสียงว่า “สะ-หนุก” ซึ่งมาจากคำว่า “สนุก” ในภาษาไทย โดย JEEF KELLEY ได้ชื่อนี้จากการที่ได้มาใช้ชีวิตในเมืองไทย และหลงรักในความเป็น “LAND OF SMILE” ที่ที่ผู้คนเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุก

ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของคอนเซ็ปท์ ในการออกแบบรองเท้าของเขาจนได้รับรางวัลรองเท้ายอดเยี่ยมในอเมริกา (FOOTWEAR AWARD) 2ปีติดๆกันนั่นเอง และทำให้คำว่า “สนุก” กลายเป็นคำไทยที่คนทั่วโลกรู้จักเช่นเดียวกับคำว่า “สวัสดี” และ “ต้มยำกุ้ง” เมื่อแบรนด์ชื่อ “สนุก” การออกแบบของ SANUK ก็ต้องสนุกตามชื่อไม่ว่าจะเป็นโฆษณา โปสเตอร์ก็ล้วนแต่ เป็นกราฟิคสไตล์ COLLAGE มันๆล้อลเียนขำๆทั่งนั้นรวมถึงตัวรองเท้าเองด้วย ที่พวกเขาให้คำจำกัดความว่าshoe-sanuk

THESE ARE NOT SHOES THEY ARE SANDALS

“THESE ARE NOT SHOES THEY ARE SANDALS” เป็น การบ่งบอกว่า SANUK เป็นรองเท้าที่ใส่สบายและสามารถ สวมใส่ได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งการออกแบบนั้นได้เล่นสนุกกับรองเท้าคลาสสิคทรงต่างๆที่เราคุ้นเคย เช่น SLIP ON,BOAT SHOE ,MOC TOE,SLIPPER นำมาสร้างสรรค์เป็นรองเท้าลำลองประเภท SIDEWALK SURFERS ที่สามารถสวมใส่ในชีวิต ประจำวันได้ทุกวัน ออกมาอารมณ์กวนๆมันๆเรียกได้ว่าเป็นแบรนด์ที่บุกเบิกเทรนด์รองเท้าประเภทนี้ เลยก็ว่าได้ นอกจากความกวนแล้ว มันยังถูกออกแบบให้ใส่สบาย สวมง่าย ถอดง่าย มีความยืดหยุ่นในการสวมใส่สูงเพราะไม่มีโครงหรือดันทรงอะไรขัดแบบ รองเท้ากีฬาอื่นๆ อยากจะเหนียยบส้นเป็นรองเท้าแตะก็ได้เต็มที่ และกระบวนการผลิตล้วนแล้วแต่ทำด้วยมือทั้งสิ้น(HANDMADE) งานจึงออกมาประณีตมากๆ ซึ่งจุดเด่นอีกอย่างของ SANUK อยุ่ที่วัสดุที่ใช้จะเป็น ORGANIC ที่ไม่มีสารพิษตกค้างทำให้ใส่แล้วไม่ระคายเคืองผิวหนัง ที่สำคัญยังใช้วัสดุหลากชนิด เช่น HEMP,หนังกลับ,ผ้าใบ,หนัง,และผ้าสาน(WOVEN)ซึ่งง่ายต่อการทำความสะอาด ส่วนพื้นรองเท้าจะมีรูปทรงที่กว้างกว่ารองเท้าปกติ ทำจากโฟมนำ้หนักเบา ที่มีความยืดหยุ่น สูง บุด้วยฟองน้ำบางๆ และผ้าอีกชั้นทำให้รู้สึกนิ่มมากๆเหมือนดินบนหญ้านุ่มๆ นอกจากนี้ยังเสริมความทนทานด้วยพื้นยางที่ใต้รองเท้าด้วย ซึ่งในแต่ละรุ่นก็จะมีชนิดพื้นยางและลวดลายแตกต่างกันไป อีกทั้งยังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า AEGIS มาช่วยป้องกันแบคทีเรียที่เกิดจากการใส่รองเท้า ของเราได้อีกต่างหาก รองเท้า SANUK ทุกรุ่นที่ออกแบบมาล้วนแล้วแต่มีเรื่องราว มีที่มาและแรงบันดาลใจในการออกแบบแตกต่างกันไป รองเท้าประเภท SIDEWALK SURFERSshoe-sanuk รุ่น เจ๋งๆของ SANUK อย่างเช่น SCURVY รองเท้าทรง BOAT SHOE เท่ๆหลากสีสัน รุ่นต่อมาคือ OUTLAW ทรงแบบหุ้มข้อ และที่จะไม่เอ่ยถึงไม่ได้คือ DONNY ที่มีชื่อเรียกตามการ โดยเน้นที่ความหลากหลายของผ้าชนิดต่างๆ เป็นหลัก ซึ่งก็มีผ้าหลายชนิดทั้งที่เราพบเห็นทั่วไป และผ้าที่เคยมีใครใช้ทำรองมาก่อนในโลกนี้ นอกจากรองเท้าที่เรียกว่า SIDEWALK SURFERS แล้ว SANUK ยังผลิตรองเท้าหน้าตาประหลาดๆไม่เหมือนใครออกมาอีกด้วย อย่างรุ่น BEER COZY รองเท้าแตะหนีบใส้สบายที่สุดในโลก โดยได้แรงบันดาลใจมาจากฟองเบียร์หรือจะเป็นรุ่น FUR REAL รองเท้าแตะที่เสริมความนุ่มด้วยการบุขน FUR ลงไปเรียกได้ว่าแต่ละรุ่นมีเรื่องราว ที่มาที่ไป น่าสนใจจริงๆ

       JEFF KELLEY

 

Source: Sanuk Thailand

ประวัติของ G-Shock

ประวัติ G-Shock - IGOTDIZ [street stlyin' story]

บางครั้งจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างอาจจะเริ่มต้นขึ้นได้ด้วยความประหลาดใจ เช่นดังตัวอย่างของ บริษัทนาฬิกา Casio เป็นต้น ถ้าให้คุณเดาว่าผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของ Casio คืออะไร คุณอาจจะคิดว่าเป็นเครื่องคิดเลขหรือไม่ก็ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอิเลคทรอนิคส์ทั่วๆ ไป คุณคิดผิด!!! บริษัท Casio ก่อตั้งขึ้นโดย มิสเตอร์ Tadao Kashio ในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งเข้าใจได้ว่าก่อตั้งขึ้นนั้นภายหลังประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศเข้าร่วม สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่ง ณ. ตอนนั้นสถานการณ์ทางการเงินในประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างย่ำแย่มาก เมื่อมิสเตอร์ Kashio เริ่มงานในบริษัทของเขา เขาเป็นเพียงวิศวกรประกอบซึ่งคาดหวังว่าอยากหาเวลาพักผ่อนยาวๆ สำหรับตัวเขาเอง

แต่การหาเวลาพักผ่อนสำหรับ เขานั้นไม่มีใครเหมือน เพราะ มิสเตอร์ Tadao Kashio ได้ใช้เวลาว่างในการพักผ่อนทำการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของเขาเองขึ้นมา ชิ้นแรกเรียกว่า Yubiwa Pipe โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อใช้เตือนเวลาบนนิ้วมือคน โดยมันถูกใช้เพื่อคอยคีบบุหรี่ เพื่อให้ผู้สูบบุหรี่สามารถสูบบุหรี่จนถึงก้นกรองได้โดยไม่ต้องใช้มือคอยจับ บุหรี่อันเนื่องมาจากความร้อน ซึ่งทำให้คนงานสามารถที่จะสูบบุหรี่ได้โดยมือทั้งสองข้างยังคงทำงานได้อย่าง ต่อเนื่อง ไม่ต้องคอยมาจับบุหรี่ซึ่งถือว่าเป็นการลดเวลาที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์มาก

คงจะเห็นได้แล้วว่า Mr. Kashio เป็นนักประดิษฐ์ผู้สร้างสรรค์ เขาจึงมักจะค้นหาสิ่งใหม่ ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์ของเขาเสมอ และแล้วที่งานแสดงสินค้าที่ เมือง Ginza ประเทศญี่ปุ่นในปี 1949 เขาก็คิดค้นเครื่องคิดเลขซึ่งมียอดขายตาม yubiwa pipe มาติดๆ ตัวเขาและพี่น้องต่างก็พากันทดลองเพื่อสร้างสรรค์เครื่องคิดเลขของพวกเขาเอง ขึ้นมา และอีกไม่นานนัก Casio ก็เปิดตัวเครื่องคิดเลขสายพันธุ์ใหม่ในปี 1954 ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขแบบแรกที่ใช้ ขดลวด solenoids และยังมีแป้นพิมพ์ของตัวเลข 10 หลัก และมีหน้าจอเดียวเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มีถึงสามหน้าจอ และในปี 1957 Casio ก็ได้เปิดตัวเครื่องคิดเลขรุ่น Model 14-A ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขอิเลคโทรนิคสมบูรณ์แบบเครื่องแรกที่ใช้เทคโนโนยี relay และในปีเดียวกันนั้นเองยังเป็นปีที่บริษัท Casio Computer ได้รับการก่อตั้งขึ้น

ประวัติ  G-Shock - IGOTDIZ [street stlyin' story]

บริษัทฯ เปิดตัวนาฬิกาข้อมือรุ่นแรกในตลาดเดือนพฤศจิกายนปี 1974 ในขณะที่ตลาดเองในขณะนั้นเพิ่งจะค้นพบเทคโนโลยีดิจิตอลขึ้นซึ่งทางบริษัทเอง เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนานาฬิกาที่จะเป็นผู้นำตลาดได้

นาฬิกาที่เป็นที่จดจำได้ มากที่สุดคงหนีไม่พ้นนาฬิกาเครื่องคิดเลขที่ทางบริษัทผลิตขึ้น ซึ่งเป็นนาฬิกาข้อมือที่มีทั้งการทำงานแบบนาฬิกาที่มาพร้อมกับแป้นพิมพ์ตัว เลขขนาดจิ๋วละม้ายคล้ายคลึงเครื่องคิดเลข ซึ่งเหมาะกับความต้องการอย่างมาก สำหรับอาจารย์ที่สอนคณิตศาสตร์ โดยที่จะสามารถใช้เครื่องคิดเลขได้ทุกทีโดยไม่ต้องพกพาและสามารถที่จะช่วย เหลือนักเรียนที่ไม่ค่อยคล่องกับด้านตัวเลขอีกด้วย

นอกจากนาฬิกา เครื่องคิดเลขแล้วคาสิโอยังพัฒนานาฬิกาข้อมือไปอีกระดับด้วยการสร้างสรรค์ นาฬิกาข้อมือที่สามารถให้ข้อมูลที่น่าสนใจหลายประการให้กับผู้เป็นเจ้าของ เช่น บอกเวลาที่แตกต่างกันของแต่ละ time zone บอกสภาพอากาศ อุณหภูมิ และความดัน นักปีนเขาก็มักจะชอบรุ่นที่สามารถบอกระดับความสูงได้ ในขณะที่ผู้ผลิตนาฬิการายอื่นยังคงนำเสนอรายละเอียดของนาฬิกาข้อมือในแบบ เดิมๆ คาสิโอก็ยังคงนำเสนอรูปแบบของนาฬิกาที่หลากหลายพร้อมการใช้งานที่น่าสนใจใน รูปแบบนาฬิกาข้อมือแบบดั้งเดิม

ประวัติ  G-Shock - IGOTDIZ [street stlyin' story]ประวัติ  G-Shock - IGOTDIZ [street stlyin' story]

Source : Thai Casio

วิธีการสังเกต Converse ของแท้และของปลอม

วันนึงผมก็ได้ไปเจอข้อมูลที่ถือว่ามีประโยชน์ทีเดียวสำหรับนักเล่น Converse หลายๆท่าน มันอาจจะช่วยให้เพื่อนๆ รู้วิธีการสังเกตรองเท้า Converse ของปลอมทั้งหมดของรองเท้าโดยเฉพาะรุ่น Chuck Taylor หวังช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจมากขึ้นเมื่อคุณไปช้อปปิ้ง ซึ่งรุ่น All Star นี้มีราคาขายที่มีราคาสูงพอสมควร และแน่นอนบทความนี้จะนำเอาของจริงมาเปรียบเทียบกันให้เห็นชัดๆว่ารองเท้าคอน เวิร์สของปลอมแตกต่างจากของแท้อย่างไร มีจุดบกพร่องบางอย่างที่คุณสามารถมองเห็นได้ง่ายๆจากวิธีที่สังเกตดังนี้ ครับ

ของแท้ : โลโก้มีความชัดเจนเป็นรูปดาวและมีลายเซ็น Chuck Taylor อยู่บนโลโก้ด้วย
ของปลอม : โลโก้ดูมัวๆดูน่าเกรียดดูยังไงก็ไม่ใช่แน่นอน และเปลี่ยนแปลงคำบางคำของชื่อสินค้าด้วย
ของแท้ : ป้ายสลิปจะปักด้วยฝีเข็มแบบถี่ โลโก้นูนดูชัดเจน เมื่อสัมผัสจะลื่นๆ
ของปลอม : ลักษณะการปักจะเป็นแบบตารางดอทดังภาพ ดูไม่ชัดเจน สัมผัสแล้วจะสากมือ
ของแท้ : ขีดรอบเล็กจะมีความชัดเจน เก็บงานได้เนี๊ยบเข้ากับทรงรองเม้าที่เห็นได้ชัดเจน
ของปลอม : จากภาพของปลอมจะผิดรูปบิดเบี้ยวไม่ได้ทรง และหัวจะป่องกว่าของจริง

 

ของแท้ : แท็กกระดาษมีความน่าเชื่อถือ มีรูปภาพพิมพ์และคุณสมบัติต่างๆอย่างชัดเจน
ของปลอม : แท็กของปลอมจะมีข้อมูลที่ไม่เคลีย เป็นเพียงกระดาษด้อยคุณภาพแผ่นบางๆ ที่ไม่มีข้อมูลการรับประกัน หรือเอกสารการผลิตที่สำคัญอื่นๆ เมื่อนำมาจุ่มน้ำสีจะตกด้วยครับ
นอกจากนี้ยังมีข้อแตกต่างจากภาพที่เห็นด้านล่าง อาจช่วยให้คุณรู้ถึงจุดที่แตกต่างได้มากทีเดียว
จากภาพจะมีความแตกต่างกันที่ขอบยางและป้ายที่ชัดเจนถึง 3 จุด ที่สำคัญเวลารองเท้านำมา หัก, บิด เวลาเดินหรือทำกิจกรรมต่างๆ ยางจะไม่ปริออกจากตัวขอบผ้าครับ
โลโก้พิมพ์ลายชัดเจนไม่จืดหรือไม่แตกตัวเมื่อโดนการเสียดสี
ของแท้จะมีปุ่มยางส่วนเกินเล็กๆที่เกิดจาก บล็อกแม่พิมพ์ ผลิตรองเท้า Converse ที่มีมาแต่ช้านาน และยางที่พื้นของแท้จะมีความยืดหยุ่นสูงใช้เล็บจิกจะคืนรูปได้รวดเร็ว ส่วนของปลอมจะเป็นยางคุณภาพต่ำลักษณะแข็งเหมือนพลาสติกลื่นไถลได้ง่าย
กระดาษห่อรองเท้าจะแตกต่างอย่างเห็นไชดเจน
Source: BKK Converse